fbpx

Polyester VS PET

Polyester ในเสื้อผ้ากับ Polyethylene Terephthalate (PET) ในขวดพลาสติกคือพลาสติกชนิดเดียวกันหรือไม่?

Polyester และ Polyethylene Terephthalate (PET) เป็นวัสดุที่มีองค์ประกอบทางเคมีเหมือนกันในระดับโมเลกุล เนื่องจากทั้งสองเป็นพอลิเมอร์ประเภทเดียวกัน แต่มีการใช้งานและกระบวนการผลิตที่แตกต่างกันตามลักษณะการใช้งานของผลิตภัณฑ์ปลายทาง

โครงสร้างทางเคมีของ PET และ Polyester

Polyethylene Terephthalate (PET) และ Polyester เป็นพอลิเมอร์ชนิดเดียวกันที่มีโครงสร้างทางเคมีเหมือนกัน แต่ใช้ในทางที่ต่างกัน:

  • PET ใช้ในอุตสาหกรรมพลาสติก เช่น ขวดน้ำและผลิตภัณฑ์บรรจุภัณฑ์ เพราะมันแข็งแรง โปร่งใส และทนทานต่อสารเคมี
  • Polyester ใช้ในอุตสาหกรรมสิ่งทอ เช่น เสื้อผ้า พรม และอุปกรณ์ตกแต่งบ้าน โดยเส้นใย Polyester ที่ทำจาก PET มีคุณสมบัติทนทาน ยืดหยุ่น และแห้งเร็ว

กระบวนการผลิตและการใช้งานที่แตกต่างกัน

แม้ว่าทั้ง PET และ Polyester จะเป็นพอลิเมอร์ชนิดเดียวกัน แต่กระบวนการผลิตและลักษณะของผลิตภัณฑ์ปลายทางมีความแตกต่างกันอย่างชัดเจน

กระบวนการผลิตขวด PET

Polyethylene Terephthalate (PET) ถูกสร้างขึ้นโดยกระบวนการ พอลิเมอไรเซชัน (Polymerization) โดยการผสม ส่วนผสมอื่นๆ พร้อมด้วย ภายใต้ความร้อนและความดันสูง ผลลัพธ์ที่ได้คือของเหลวที่มีลักษณะคล้ายน้ำผึ้ง ซึ่งจะถูกรีดออก (Extruded) ทำให้แห้ง และตัดเป็น เม็ดพลาสติก (Plastic Pellets)

เม็ดพลาสติก (Plastic Pellets)

เม็ดพลาสติก PET เหล่านี้จะถูกนำไปขึ้นรูปเป็นขวดพลาสติกผ่านกระบวนการ ฉีดขึ้นรูป (Injection) ซึ่งมีลักษณะเป็นแท่งพลาสติกใส แข็งแรง และมีเกลียวฝาขวดที่ขึ้นรูปมาเรียบร้อยแล้ว เรียกว่า พรีฟอร์ม (PET Preform) ก่อนจะถูกนำไปผ่านกระบวนการ เป่าขึ้นรูป (Blow Molding) เพื่อขยายให้เป็นขวดพลาสติกขนาดเต็มรูปแบบได้รูปทรงที่แข็งแรง ทนทาน และเหมาะสำหรับการบรรจุของเหลว

พรีฟอร์ม (PET Preform)
กระบวนการ เป่าขึ้นรูป (Blow Molding)


การผลิตเส้นใย Polyester

  1. กระบวนการ Melt Spinning – เริ่มจาก เม็ดพลาสติก PET ถูกหลอมที่อุณหภูมิสูงกว่าจุดหลอมเหลว MP (Melting Point) ของ PET ที่มีจุดหลอมเหลวประมาณ 250-260°C และรีดผ่าน Spinnerets เพื่อสร้างเส้นใย และสามารถปรับรูปร่างและจำนวนรูของ Spinnerets เพื่อให้ได้เส้นใยที่มีคุณสมบัติต่างกัน
  2. การทำให้เย็นลง – เส้นใยจะถูกทำให้เย็นลงโดยใช้ อากาศเย็นหรือน้ำ เพื่อให้แข็งตัว
  3. การดึงเส้นใย (Drawing Process) – ก่อนนำไปปั่นเป็นเส้นด้าย เส้นใยที่แข็งตัวแล้วจะต้องถูกยืด (Drawn) เพื่อให้โมเลกุลเรียงตัวดีขึ้น ทำให้เส้นใยมีความแข็งแรงและยืดหยุ่นมากขึ้น
  4. การผลิตเส้นด้าย – เส้นใยที่ผ่านการดึงจะถูกตัดให้ได้ความยาวที่ต้องการ (ถ้าต้องการทำเป็นเส้นใยสั้น หรือ Staple Fiber) หรือปล่อยเป็นเส้นยาวต่อเนื่อง (Filament Fiber) ก่อนถูกปั่นรวมกันเป็นเส้นด้าย
  5. การทอและแปรรูป – เส้นด้ายโพลีเอสเตอร์จะถูกนำไป ทอ (Weaving) หรือถัก (Knitting) เป็นผืนผ้า และอาจผ่านกระบวนการปรับแต่งพื้นผิวเพื่อเพิ่มคุณสมบัติเช่น ความนุ่ม ความเงางาม หรือคุณสมบัติพิเศษอื่นๆ

Polyester เป็นชื่อหมวดหมู่ของพลาสติก แต่ PET เป็นชื่อเฉพาะ

เปรียบเทียบง่าย ๆ เหมือนกับ “ผลไม้” และ “แอปเปิล” 

Polyester เปรียบเสมือน “ผลไม้” ซึ่งเป็นหมวดหมู่ของพอลิเมอร์ที่มีหมู่เอสเทอร์ ในขณะที่ PET คือ “แอปเปิล” ซึ่งเป็นหนึ่งในประเภทของ Polyester ที่มีโครงสร้างเฉพาะเจาะจง PET นิยมใช้ในอุตสาหกรรมพลาสติก เช่น ขวดน้ำพลาสติก ภาชนะบรรจุอาหาร และฟิล์มพลาสติก

Polyester ในความหมายกว้าง ๆ หมายถึงกลุ่มของพอลิเมอร์ที่มีหมู่เอสเทอร์ และอาจรวมถึงพอลิเมอร์ชนิดอื่น ๆ ด้วย ซึ่งมีคุณสมบัติและการใช้งานที่แตกต่างกัน ดังนั้น การเรียก PET ว่า Polyester อาจทำให้เกิดความสับสนกับ Polyester ชนิดอื่นที่มีคุณสมบัติแตกต่างกัน

ในกลุ่ม Polyester นอกจาก PET (Polyethylene Terephthalate) ยังมีพอลิเมอร์ชนิดอื่น ๆ ที่ใช้ในอุตสาหกรรมต่าง ๆ ซึ่งแต่ละชนิดจะมีคุณสมบัติและการใช้งานที่แตกต่างกัน เช่น:

  • Polybutylene Terephthalate (PBT) – มีคุณสมบัติทนความร้อนและทนต่อสารเคมีได้ดี มักใช้ในอุตสาหกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ เช่น การผลิตชิ้นส่วนพลาสติกที่ต้องรับแรงดันไฟฟ้าหรือการใช้งานในสภาพแวดล้อมที่มีอุณหภูมิสูง
  • Polytrimethylene Terephthalate (PTT) – มีคุณสมบัติยืดหยุ่นดีและสามารถทนทานต่อการยับยู่ยี่ได้ มักใช้ในอุตสาหกรรมสิ่งทอ เช่น เส้นใยที่ใช้ทำผ้าและเสื้อผ้า
  • Polycyclohexylene Dimethylene Terephthalate (PCT) – มีความต้านทานต่อความร้อนสูง เช่นในการผลิตชิ้นส่วนที่ต้องทนต่ออุณหภูมิสูง
  • Polyethylene Naphthalate (PEN) – เป็นพอลิเมอร์ที่คล้ายกับ PET แต่ทนความร้อนได้ดีกว่า ใช้ในผลิตภัณฑ์ที่ต้องการความทนทานต่อความร้อนและสารเคมี แต่ต้นทุนสูงกว่ามาก เช่น ฟิล์มสำหรับบรรจุภัณฑ์และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์

การรีไซเคิลและการนำกลับมาใช้ใหม่

ด้วยความที่ PET และ Polyester มีโครงสร้างทางเคมีที่เหมือนกัน PET จากขวดพลาสติกสามารถนำมารีไซเคิลเป็นเส้นใย Polyester สำหรับใช้ในการผลิตเสื้อผ้าและสิ่งทอได้ โดยกระบวนการนี้ช่วยลดปริมาณขยะพลาสติกและช่วยลดการใช้ทรัพยากรธรรมชาติในการผลิตเส้นใยสังเคราะห์ใหม่ อย่างไรก็ตาม ขวด PET ที่นำมารีไซเคิลต้องผ่านกระบวนการทำความสะอาดและแปรรูปก่อนเพื่อให้เหมาะสมกับการนำมาใช้ในอุตสาหกรรมสิ่งทอ

  • ทางกายภาพ: PET จะถูกเก็บรวบรวมและทำความสะอาด จากนั้นจะถูกบดเป็นชิ้นเล็ก ๆ หรือเม็ดพลาสติกที่สามารถนำไปหลอมและขึ้นรูปเป็นเส้นใย Polyester ใหม่ โดยไม่ต้องเติมสารเคมีใด ๆ
  • ทางเคมี: PET จะถูกแปรสภาพด้วยกระบวนการทางเคมี เช่น การสลายตัว (hydrolysis) เพื่อแยกโมเลกุลและนำไปผลิตเป็นสารตั้งต้นในการผลิต Polyester ใหม่

ในทั้งสองกระบวนการนี้ อาจมีการเติมสารปรับปรุงคุณสมบัติ เช่น การเสริมเส้นใยหรือเพิ่มความทนทาน แต่การรีไซเคิล PET เพื่อผลิตเส้นใย Polyester ใหม่ไม่สามารถทำได้ 100% ด้วย PET รีไซเคิลเพียงอย่างเดียว เนื่องจากเส้นใยที่ผลิตจาก PET รีไซเคิลอาจมีคุณสมบัติที่ต่ำลงเมื่อเทียบกับการใช้ PET ใหม่ ดังนั้น กระบวนการรีไซเคิลมักจะต้องผสมกับ เม็ดพลาสติกใหม่ หรือ PET ใหม่ เพื่อเพิ่มคุณสมบัติและความทนทานให้กับผลิตภัณฑ์ที่ได้ โดยทั่วไปจะใช้ PET รีไซเคิลประมาณ 30-50% ผสมกับวัสดุใหม่เพื่อให้ได้เส้นใยที่มีคุณภาพสูงและเหมาะสมกับการใช้งานต่าง ๆ และเพื่อช่วยอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม.

สรุป

แม้จะเป็นพอลิเมอร์ชนิดเดียวกัน แต่ PET และ Polyester ใช้ในทางที่แตกต่างกันตามกระบวนการผลิตและการใช้งาน แต่ PET สามารถนำไปรีไซเคิลเป็นเส้นใย Polyester ได้ ทำให้เกิดการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม


6 คำศัทพ์พื้นฐานเกี่ยวกับผ้า

ในการเลือกใช้ผ้าสำหรับงานต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นการตัดเย็บเสื้อผ้า งานตกแต่งบ้าน หรือการผลิตเฟอร์นิเจอร์ คำศัพท์เกี่ยวกับโครงสร้างและลักษณะของผ้ามีความสำคัญอย่างมาก การเข้าใจคำศัพท์เหล่านี้จะช่วยให้สามารถเลือกใช้ผ้าได้อย่างถูกต้องและเหมาะสมกับการใช้งาน บทความนี้จะอธิบายคำศัพท์สำคัญเกี่ยวกับผ้า ได้แก่ หน้าผ้า, หลังผ้า, ริมผ้า, หน้ากว้าง, น้ำหนัก, และส่วนประกอบของผ้า

1. หน้าผ้า (Right Side)

หน้าผ้าหมายถึงด้านของผ้าที่ถูกออกแบบมาให้เป็นด้านหลักสำหรับใช้งาน เช่น ด้านที่มีลวดลายชัดเจน สีสันสดใส หรือมีพื้นผิวที่สวยงาม หากเป็นผ้าทอ มักเป็นด้านที่มีการจัดเรียงเส้นด้ายให้มีความละเอียดสวยงาม หากเป็นผ้าพิมพ์ลาย หน้าผ้าจะเป็นด้านที่ลายพิมพ์คมชัดกว่าหลังผ้า การเลือกใช้หน้าผ้าให้ถูกต้องมีผลต่อรูปลักษณ์และคุณภาพของผลิตภัณฑ์สำเร็จรูป

2. หลังผ้า (Wrong Side)

หลังผ้าหมายถึงด้านที่ไม่ใช่ด้านหลักของผ้า มักจะมีลักษณะที่ไม่สวยงามเท่าหน้าผ้า อาจเป็นด้านที่มีเส้นด้ายยุ่งเหยิง สีไม่ชัด หรือมีลวดลายที่จางกว่าหน้าผ้า สำหรับผ้าทอบางประเภท หลังผ้าอาจมีผิวสัมผัสที่แตกต่างจากหน้าผ้าอย่างเห็นได้ชัด เช่น ผ้ากำมะหยี่ที่ด้านหนึ่งจะมีขนละเอียด ส่วนอีกด้านจะเป็นผิวเรียบ

3. ริมผ้า (Selvage)

ริมผ้าคือขอบของผ้าที่เกิดจากกระบวนการทอหรือถักทอเพื่อป้องกันไม่ให้เส้นด้ายลุ่ยออกมา ริมผ้ามักอยู่ที่ขอบด้านยาวของผ้า และอาจมีสีหรือเนื้อสัมผัสที่แตกต่างจากส่วนกลางของผ้า สำหรับผ้าที่ใช้ในอุตสาหกรรมการผลิตเสื้อผ้าและเครื่องตกแต่งบ้าน ริมผ้ามักจะถูกตัดออกก่อนนำไปใช้งาน เนื่องจากอาจมีเนื้อผ้าที่หนากว่าหรือมีรอยพิมพ์ข้อมูลของโรงงานผลิต

4. หน้ากว้างของผ้า (Fabric Width)

หน้ากว้างของผ้าหมายถึงความกว้างของผ้าจากริมหนึ่งไปถึงอีกริมหนึ่ง โดยทั่วไป หน้ากว้างของผ้าจะอยู่ระหว่าง 40 นิ้ว (ประมาณ 100 ซม.) และ 60 นิ้ว (ประมาณ 152 ซม.) แต่ในบางประเภทของผ้า เช่น ผ้าสำหรับทำม่านหรือผ้าหุ้มเบาะ อาจมีหน้ากว้างมากกว่านั้น การทราบหน้ากว้างของผ้ามีความสำคัญต่อการคำนวณปริมาณผ้าที่ต้องใช้ในงานตัดเย็บหรือออกแบบผลิตภัณฑ์

5. น้ำหนักของผ้า (Fabric Weight)

น้ำหนักของผ้าเป็นค่าที่บ่งบอกถึงความหนาหรือความแน่นของเส้นด้ายที่ใช้ทอ โดยทั่วไปจะวัดเป็น กรัมต่อตารางเมตร (GSM – Grams per Square Meter) น้ำหนักของผ้าส่งผลต่อความหนาและการใช้งาน เช่น

  • ผ้าน้ำหนักเบา (ต่ำกว่า 150 GSM) เหมาะสำหรับเสื้อผ้าบางเบา เช่น ผ้าชีฟอง ผ้าคอตตอนบาง
  • ผ้าน้ำหนักปานกลาง (150-300 GSM) ใช้ทำเสื้อผ้าแนวลำลอง ผ้าคอตตอนสำหรับเสื้อเชิ้ต ผ้ายีนส์บาง หรือผ้าโพลีเอสเตอร์สำหรับงานตกแต่ง
  • ผ้าน้ำหนักมาก (มากกว่า 300 GSM) เหมาะสำหรับงานเฟอร์นิเจอร์ ผ้าหุ้มเบาะ ผ้ายีนส์หนา หรือผ้าสำหรับทำกระเป๋า

6. ส่วนประกอบของผ้า (Fabric Composition)

ส่วนประกอบของผ้าหมายถึงเส้นใยที่ใช้ในการผลิตผ้า ซึ่งมีผลต่อคุณสมบัติของผ้า เช่น ความนุ่ม ยืดหยุ่น ระบายอากาศ และความทนทาน ตัวอย่างของเส้นใยที่ใช้ทำผ้ามีดังนี้:

  • เส้นใยธรรมชาติ (Natural Fibers) เช่น ผ้าฝ้าย (Cotton) ผ้าลินิน (Linen) ผ้าไหม (Silk) และผ้าขนสัตว์ (Wool) ซึ่งให้สัมผัสที่นุ่มสบายและระบายอากาศได้ดี
  • เส้นใยสังเคราะห์ (Synthetic Fibers) เช่น โพลีเอสเตอร์ (Polyester) ไนลอน (Nylon) และอะคริลิก (Acrylic) ซึ่งมีความทนทานสูงและดูแลรักษาง่าย
  • เส้นใยผสม (Blended Fibers) เป็นการผสมเส้นใยธรรมชาติและเส้นใยสังเคราะห์เพื่อให้ได้คุณสมบัติที่ดีขึ้น เช่น ผ้าคอตตอนผสมโพลีเอสเตอร์ ที่มีทั้งความนุ่มและความทนทานในเวลาเดียวกัน

ความเข้าใจเกี่ยวกับคำศัพท์พื้นฐานของผ้า เช่น หน้าผ้า, หลังผ้า, ริมผ้า, หน้ากว้าง, น้ำหนัก และส่วนประกอบของผ้า จะช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถเลือกผ้าได้อย่างเหมาะสมกับวัตถุประสงค์ ไม่ว่าจะเป็นการตัดเย็บเสื้อผ้า การตกแต่งภายใน หรือการผลิตผลิตภัณฑ์สิ่งทอ การเลือกผ้าให้ถูกต้องนอกจากจะช่วยให้ได้ผลลัพธ์ที่สวยงามแล้ว ยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้งานของผ้านั้น ๆ อีกด้วย

ขอบคุณที่ติดตามเนื้อหาดีๆ จากเรานิทัส เทสซิเล อ่านบทความอื่นๆ ได้ที่นี้


GSM VS Gram

หน่วย GSM ในผ้า vs หน่วย Gram ในกระดาษ – หน่วยเดียวกันแต่ใช้งานต่างกัน

ในการเลือกใช้วัสดุทั้ง ผ้าและกระดาษ หลายคนอาจสังเกตเห็นว่ามีการใช้หน่วย GSM (Grams per Square Meter – กรัมต่อตารางเมตร) ในการบอกน้ำหนักของวัสดุ แต่ในทางปฏิบัติแล้ว GSM ของผ้า และ แกรมของกระดาษ มีความหมายและผลต่อการใช้งานที่แตกต่างกัน แม้จะใช้หน่วยเดียวกัน

GSM ของผ้าคืออะไร?

GSM (Grams per Square Meter) เป็นหน่วยวัด น้ำหนักของผ้าในหน่วยกรัมต่อตารางเมตร (g/m²) หรือพูดง่ายๆ ว่า บอกถึงความหนาแน่นของเส้นใยที่ใช้ทอผ้า

  • GSM สูง → ผ้าจะหนาและหนักขึ้น ทนทานขึ้น
  • GSM ต่ำ → ผ้าจะบางและเบากว่า พลิ้วไหวมากขึ้น

ค่ามาตรฐานของ GSM ในผ้าตกแต่งบ้าน

ประเภทผ้าค่า GSM (g/m²)ลักษณะและการใช้งาน
ผ้าม่านโปร่ง
(Sheer Fabric)
80 – 150 GSMเนื้อบางเบา ให้แสงผ่านได้ ดูโปร่งโล่ง
ผ้าม่านทึบแสง
(Dimout Fabric)
200 – 350 GSMกรองแสงได้บางส่วน เหมาะกับห้องนั่งเล่น
ผ้าม่านกันแสง
(Blackout Fabric)
350 – 500 GSMป้องกันแสงแดด 90-100% เหมาะกับห้องนอน
ผ้าบุเฟอร์นิเจอร์
(Upholstery Fabric)
300 – 600 GSMหนา ทนทาน กันการขีดข่วนและแรงดึง

ค่า GSM มีผลต่อความหนา ทิ้งตัว และความทนทานของผ้า
GSM สูง = ผ้าหนาและทึบ | GSM ต่ำ = ผ้าบางและโปร่ง

Gram ของกระดาษคืออะไร?

Gram (แกรม) ของกระดาษ เป็นหน่วยวัด น้ำหนักของกระดาษในหน่วยกรัมต่อตารางเมตร (g/m²) เช่นเดียวกับ GSM ของผ้า แต่ในบริบทของกระดาษ แกรมไม่ได้บอกถึงความหนาของกระดาษโดยตรง เพราะความหนาของกระดาษยังขึ้นอยู่กับประเภทของเยื่อกระดาษและกระบวนการผลิต

  • แกรมต่ำ → กระดาษบาง เบา และพับง่าย
  • แกรมสูง → กระดาษหนาและแข็งแรงขึ้น

ค่ามาตรฐานของแกรมในกระดาษ

ประเภทกระดาษค่าแกรม (g/m²)ลักษณะและการใช้งาน
กระดาษถ่ายเอกสาร70 – 80 g/m²บาง เบา ใช้พิมพ์เอกสารทั่วไป
กระดาษปอนด์100 – 120 g/m²ใช้พิมพ์หนังสือ รายงาน
กระดาษอาร์ตมัน / อาร์ตด้าน130 – 300 g/m²ใช้ทำโปสเตอร์ ใบปลิว นิตยสาร
กระดาษการ์ด / กล่อง250 – 400 g/m²ใช้ทำบรรจุภัณฑ์ นามบัตร กล่องสินค้า

แกรมสูงขึ้น หมายถึงกระดาษหนาและแข็งขึ้น แต่ไม่ได้หมายความว่าทึบแสงหรือแข็งแรงกว่าเสมอไป

GSM ของผ้า vs. Gram ของกระดาษ

เปรียบเทียบGSM ของผ้าGram ของกระดาษ
หน่วยวัดกรัมต่อตารางเมตร (g/m²)กรัมต่อตารางเมตร (g/m²)
วัดอะไร?น้ำหนักและความหนาแน่นของเส้นใยผ้าน้ำหนักของกระดาษ
ค่าเพิ่มขึ้นแปลว่า?ผ้าหนาและหนักขึ้นกระดาษหนาและแข็งขึ้น (แต่ไม่จำเป็นต้องหนาขึ้นเสมอไป)
ตัวอย่างค่า100-600 GSM (ผ้าม่าน, ผ้าบุ)70-400 g/m² (กระดาษ)
ผลต่อการใช้งานมีผลต่อการทิ้งตัว ความโปร่งแสง และความทนทานมีผลต่อความแข็ง ความหนา และการพิมพ์

 GSM ในผ้าหมายถึง “น้ำหนักและความหนาแน่นของเส้นใย”
แกรมของกระดาษหมายถึง “น้ำหนักของกระดาษ” ซึ่งไม่ได้บอกถึงความหนาโดยตรง

ทำไมต้องใช้ GSM ในผ้า และใช้ แกรมในกระดาษ?

เพราะ GSM ในผ้า มีผลต่อ สัมผัส น้ำหนัก และการใช้งานของผ้า ในขณะที่ แกรมในกระดาษ มีผลต่อ การพิมพ์ ความแข็งแรง และการนำไปใช้

ขอบคุณที่ติดตามเนื้อหาดีๆ จากเรานิทัส เทสซิเล อ่านบทความอื่นๆ ได้ที่นี้


GSM VS Thread Count

หน่วยการนับของผ้าในงานตกแต่งที่อยู่อาศัย

การเลือกใช้ผ้าในการตกแต่งที่อยู่อาศัย

ในการเลือกใช้ ผ้าม่าน ผ้าบุเฟอร์นิเจอร์ หรือผ้าตกแต่งบ้าน ปัจจัยที่มีผลต่อคุณภาพและความเหมาะสมของการใช้งานมีหลายอย่าง หนึ่งในนั้นคือ หน่วยวัดค่าคุณสมบัติของผ้า ซึ่งโดยทั่วไปแบ่งเป็น 2 หน่วยหลัก ได้แก่

  1. GSM (Grams per Square Meter) → ใช้วัดความหนาแน่นและน้ำหนักของผ้า มักใช้กับ ผ้าม่านและผ้าบุเฟอร์นิเจอร์
  2. Thread Count (TC) → ใช้วัดความละเอียดของการทอ มักใช้กับ ผ้าปูที่นอนและผ้าสำหรับการนอนหลับ

หน่วยวัดน้ำหนักของผ้าในงานตกแต่งบ้าน (GSM – Grams per Square Meter)

GSM ย่อมาจาก Grams per Square Meter หมายถึง น้ำหนักของผ้าในหน่วยกรัมต่อตารางเมตร ยิ่งค่า GSM สูง ผ้าจะยิ่งหนา แน่น และหนักขึ้น ในทางกลับกัน ค่า GSM ต่ำมักจะหมายถึงผ้าที่บางและเบากว่า

ค่ามาตรฐานของ GSM ในผ้าตกแต่งบ้าน

ประเภทผ้าGSM (กรัม/ตร.ม.)ลักษณะและการใช้งาน
ผ้าม่านโปร่ง
(Sheer Fabric)
80 – 150 GSMเนื้อบางเบา ให้แสงผ่านได้ ดูโปร่งโล่ง
ผ้าม่านทึบแสง
(Dimout Fabric)
200 – 350 GSMลดแสงบางส่วน เหมาะกับห้องนั่งเล่น
ผ้าม่านกันแสง
(Blackout Fabric)
350 – 500 GSMป้องกันแสงแดด 90-100% เหมาะกับห้องนอน
ผ้าบุเฟอร์นิเจอร์
(Upholstery Fabric)
300 – 600 GSMหนา ทนทาน กันการขีดข่วนและแรงดึง
  • ค่า GSM สูง มักใช้กับผ้าที่ต้องการความทนทานและหนา เช่น ผ้าบุโซฟา ผ้าม่านกันแสง
  • ค่า GSM ต่ำ มักใช้กับผ้าที่ต้องการความพลิ้วไหว เช่น ผ้าม่านโปร่ง

หน่วยวัดความละเอียดของผ้า (Thread Count – TC)

Thread Count หรือ TC หมายถึง จำนวนเส้นด้ายที่ทอในพื้นที่ 1 ตารางนิ้วของผ้า โดยคิดรวมเส้นด้ายทั้งแนวตั้ง (warp) และแนวนอน (weft)

ค่ามาตรฐานของ Thread Count ในผ้าปูที่นอน

ประเภทผ้าThread Count (TC)คุณสมบัติ
ผ้าฝ้ายทั่วไป150 – 250 TCระบายอากาศดี ราคาไม่สูง
ผ้าปูที่นอนคุณภาพดี300 – 500 TCนุ่ม เนียน เหมาะกับการนอนสบาย
ผ้าปูที่นอนโรงแรมหรู600 – 800 TCเรียบลื่น หรูหรา สัมผัสนุ่มมาก
ผ้าไหม ผ้าลินินระดับพรีเมียม800 TC ขึ้นไปคุณภาพสูงมาก ละเอียดสุดๆ
  • ค่า TC สูง (เช่น 600 TC ขึ้นไป) ทำให้ผ้านุ่มและเรียบหรู แต่มักมีราคาสูง
  • ค่า TC ต่ำ (เช่น 200 TC) ระบายอากาศได้ดีแต่สัมผัสอาจไม่นุ่มมาก

เปรียบเทียบ GSM กับ Thread Count

แม้ว่า GSM และ Thread Count จะเป็นตัวชี้วัดคุณภาพของผ้า แต่ทั้งสองค่ามีบทบาทที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง

คุณสมบัติGSM
(น้ำหนักผ้า)
Thread Count
(ความละเอียดเส้นด้าย)
วัตถุประสงค์ใช้วัดความหนาและน้ำหนักของผ้าใช้วัดความละเอียดและความนุ่มของผ้า
มักใช้กับผ้าม่าน, ผ้าบุเฟอร์นิเจอร์ผ้าปูที่นอน, ผ้าแฟชั่น
ค่าเพิ่มขึ้นหมายถึงผ้าหนาและหนักขึ้นผ้านุ่มและเนียนขึ้น
ตัวอย่างค่า200-500 GSM
สำหรับผ้าม่าน, ผ้าบุ
300-800 TC
สำหรับผ้าปูที่นอน

ถ้าคุณต้องการเลือกผ้าสำหรับตกแต่งบ้าน → ดูที่ค่า GSM (น้ำหนักผ้า) ในการวัด GSM สูง = ผ้าหนา ทึบ ทนทาน
ถ้าคุณต้องการเลือกผ้าปูที่นอน → ดูที่ค่า Thread Count (TC) (จำนวนเส้นด้าย) ในการวัด TC สูง = ผ้านุ่ม เรียบหรู

ขอบคุณที่ติดตามเนื้อหาดีๆ จากเรานิทัส เทสซิเล อ่านบทความอื่นๆ ได้ที่นี้


ผ้าม่านโปร่ง เปลี่ยนแสงบ้านคุณให้ละมุนเหมือนอยู่ในสตูดิโอ

คำพูดเหล่านี้ไม่มีอะไรเกินจริง กับคำว่า….

  • เพิ่มมิติแห่งแสงด้วยผ้าม่านโปร่ง เปลี่ยนบ้านให้ละมุนเหมือนสตูดิโอ
  • ม่านโปร่ง + ม่านทึบ: เคล็ดลับแสงนุ่มละมุนราวกับสตูดิโอถ่ายภาพ
  • แสงสวยตลอดวัน! ติดม่านโปร่งเสริมบรรยากาศอบอุ่นให้บ้าน
  • ม่านโปร่งเสริมเสน่ห์ ให้บ้านคุณมีแสงซอฟต์ตลอดเวลา
  • เปลี่ยนบ้านให้ดูแพง ด้วยเทคนิคการใช้ม่านโปร่งคู่กับม่านทึบ
  • ละมุนทุกมุมบ้าน! ใช้ม่านโปร่งเพื่อสร้างบรรยากาศแสงซอฟต์
  • บ้านสวย แสงซอฟต์ ด้วยการติดม่านโปร่งอีกชั้นอย่างมืออาชีพ
  • สตูดิโอที่บ้าน! ใช้ม่านโปร่งสร้างบรรยากาศแสงละมุน
  • ม่านโปร่ง ไอเทมลับของบ้านที่มีแสงสวยเสมอ
  • แต่งบ้านด้วยม่านโปร่ง ให้แสงละมุนราวกับถ่ายภาพในสตูดิโอ

การติดผ้าม่านโปร่ง อีกหนึ่งชั้นควบคู่ไปกับม่านหลักที่ทึบแสง ช่วยให้บรรยากาศของบ้านคุณแสงสวย เหมือนคุณอยู่ในสตูดิโอ

การเลือกใช้ผ้าม่านสำหรับตกแต่งบ้านไม่ได้มีเพียงแค่เรื่องของความสวยงาม แต่ยังส่งผลต่อบรรยากาศและคุณภาพของแสงภายในห้องอีกด้วย หนึ่งในเทคนิคที่ช่วยให้บ้านดูสว่างนุ่มนวล มีมิติ และน่าพักผ่อน คือการติดตั้งผ้าม่านโปร่ง (Sheer Curtain) อีกหนึ่งชั้นควบคู่ไปกับม่านหลักที่ทึบแสง ซึ่งจะช่วยกรองแสงธรรมชาติให้มีความละมุนมากขึ้น ราวกับคุณอยู่ในสตูดิโอที่มีไฟซอฟต์บ็อกซ์ให้แสงสวยตลอดเวลา

ม่านโปร่งช่วยสร้างบรรยากาศแสงซอฟต์อย่างไร?

  1. กระจายแสงให้ละมุนขึ้น
    ม่านโปร่งทำหน้าที่เป็นตัวกลางช่วยกระจายแสงจากภายนอก ไม่ให้แสงแดดตกกระทบโดยตรงภายในห้อง ลดความแข็งกระด้างของแสง ทำให้บรรยากาศโดยรวมดูซอฟต์และอบอุ่นขึ้น
  2. สร้างความเป็นส่วนตัวโดยไม่ปิดกั้นแสง
    ในช่วงเวลากลางวัน ม่านโปร่งช่วยให้คุณได้รับแสงธรรมชาติอย่างเต็มที่ โดยที่ยังรักษาความเป็นส่วนตัว ไม่ให้คนนอกมองเข้ามาภายในบ้านได้ชัดเจน
  3. ปรับมิติของแสงตามช่วงเวลา
    ตอนเช้าและเย็น แสงแดดที่ลอดผ่านม่านโปร่งจะมีความนุ่มนวลและช่วยสร้างบรรยากาศผ่อนคลาย ส่วนเวลากลางวัน ม่านโปร่งจะช่วยลดความจ้าของแสง แต่ยังคงให้ความสว่างเพียงพอโดยไม่ต้องพึ่งพาแสงประดิษฐ์มากเกินไป

เคล็ดลับการเลือกม่านโปร่งให้เหมาะกับบ้าน

  • เลือกโทนสีอ่อน เช่น สีขาว ครีม หรือสีพาสเทล เพื่อช่วยสะท้อนและกระจายแสงให้สว่างและดูนุ่มนวล
  • เลือกเนื้อผ้าที่มีความโปร่งพอดี ไม่บางจนไร้ประโยชน์ และไม่หนาจนบดบังแสงมากเกินไป
  • ติดตั้งควบคู่กับม่านทึบแสง เพื่อให้สามารถปรับเปลี่ยนระดับความสว่างและความเป็นส่วนตัวได้ตามต้องการ

บ้านที่มีแสงซอฟต์ ดูอบอุ่น และถ่ายรูปสวยขึ้น

การเพิ่มม่านโปร่งเข้าไปเป็นอีกหนึ่งชั้น ไม่เพียงแต่ช่วยให้บ้านของคุณดูน่าอยู่ขึ้นเท่านั้น แต่ยังช่วยให้แสงที่ตกกระทบภายในห้องมีความสมดุล เหมาะกับการถ่ายภาพ ไม่ว่าจะเป็นมุมพักผ่อน มุมทำงาน หรือแม้แต่โต๊ะอาหาร คุณจะรู้สึกได้ถึงบรรยากาศที่ดูละมุน สบายตา และอบอุ่นในทุกช่วงเวลา

หากคุณต้องการให้บ้านดูมีมิติของแสงที่สวยงาม ลองเลือกติดม่านโปร่งคู่กับม่านทึบ รับรองว่าผลลัพธ์ที่ได้จะทำให้บ้านของคุณดูพิเศษขึ้นแน่นอน!


ต้องการดูตัวอย่างเล่มตัวอย่างผ้าม่านโปร่งของเรา คลิ๊ก!!!


NRC (Noise Reduction Coefficient) คืออะไร?

NRC (Noise Reduction Coefficient) คือ ค่าที่บอกว่าวัสดุสามารถดูดซับเสียงได้มากแค่ไหน แทนที่จะสะท้อนกลับไปในห้อง ค่านี้ใช้วัดประสิทธิภาพของวัสดุซับเสียง เช่น ผ้าม่าน ผ้าบุผนัง โฟมอะคูสติก และฉนวนกันเสียง

ค่า NRC มีช่วงเท่าไหร่ และหมายถึงอะไร?

NRC มีค่าตั้งแต่ 0.0 ถึง 1.0

  • NRC = 0.0 → ไม่ดูดซับเสียงเลย (สะท้อนเสียงทั้งหมด) เช่น ผิวโลหะ, กระจก
  • NRC = 0.5 → ดูดซับเสียงได้ 50% (สะท้อนอีก 50%) เช่น ผ้าม่านบางๆ
  • NRC = 1.0 → ดูดซับเสียงได้ 100% (ไม่มีเสียงสะท้อน) เช่น โฟมอะคูสติกหนา

ในบางกรณี NRC อาจสูงกว่า 1.0 ถ้าวัสดุดูดซับเสียงได้ดีมากในบางย่านความถี่

ตัวอย่างค่า NRC ของวัสดุต่างๆ

วัสดุค่า NRCประสิทธิภาพการดูดซับเสียง
คอนกรีต, กระจก, ไม้อัด
(Concrete, Glass, Plywood)
0.00 – 0.05แทบไม่ดูดซับเสียง
ผ้าม่านบาง
(Polyester, Cotton Fabric)
0.2 – 0.4ดูดซับเสียงได้ปานกลาง
ผ้าม่านกำมะหยี่หนา
(Velvet Fabric)
0.6 – 0.9ดูดซับเสียงได้ดีมาก
โฟมอะคูสติก 2-4 นิ้ว
(Acoustic Foam)
0.7 – 1.0ดูดซับเสียงได้ดีเยี่ยม
แผ่นใยแก้วกันเสียง 2-4 นิ้ว
(Fiberglass Acoustic Panel)
0.8 – 1.1ดูดซับเสียงยอดเยี่ยม

NRC สำคัญกับอะไร?

  • โฮมเธียเตอร์ & โรงภาพยนตร์ – ลดเสียงสะท้อน ทำให้เสียงชัดขึ้น
  • ห้องประชุม & ออฟฟิศ – ลดเสียงรบกวน ทำให้พูดคุยได้ชัดเจน
  • ร้านอาหาร & คาเฟ่ – ลดเสียงก้อง ทำให้บรรยากาศเงียบขึ้น
  • โรงแรม & สตูดิโอบันทึกเสียง – ป้องกันเสียงสะท้อนเพื่อคุณภาพเสียงที่ดี

EPU Easy Clean

EPU (Environmental Polyurethane) Materials
ผลิตจากวัตถุดิบที่ไม่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมมาก มีความยั่งยืนมากขึ้นและทนทาน เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม – ใช้สารเคมีที่เป็นอันตรายน้อยลง
ปล่อยสาร VOC ต่ำ – ลดการปล่อยสารระเหยที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม
รีไซเคิลและย่อยสลายได้ – ออกแบบให้สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้ง่ายขึ้น

น้ำหนัก: 480g/2m
care:
washing – do not wash
bleaching – do not bleach
drying – do not tumble dry
ironing – do not iron
dry cleaning – dry clean (wipe it with a towel or use a leather deep cleaner)

Artificial Leather with Backbonding เคลือบสาร easy clean ทำให้ลดการเกาะติดของสิ่งสกปรก คราบน้ำมัน น้ำ หมึก และรอยเปื้อนต่าง ๆได้

“Easy Clean” ในหนังเทียมเป็นเทคโนโลยีที่ช่วยให้พื้นผิวของหนังเทียมสามารถเช็ดล้างสิ่งสกปรกได้ง่ายขึ้น โดยป้องกันการซึมของของเหลวและสิ่งสกปรกลงไปในเนื้อวัสดุ หลักการทำงานของเทคโนโลยีนี้ขึ้นอยู่กับสารเคลือบพิเศษที่ใช้ในการผลิต ซึ่งมีหลายประเภท เช่น

1. สารเคลือบที่ใช้ในเทคโนโลยี Easy Clean

  • สารเคลือบโพลีเมอร์ (Polymer Coating): เช่น Polyurethane (PU) หรือ Acrylic ซึ่งช่วยให้พื้นผิวมีความลื่น ลดแรงเสียดทานของคราบสกปรก ทำให้สามารถเช็ดออกได้ง่าย
  • นาโนเทคโนโลยี (Nanocoating): ใช้อนุภาคนาโนเพื่อสร้างชั้นฟิล์มที่ป้องกันการยึดเกาะของคราบน้ำมันและฝุ่น
  • สารเคลือบฟลูออโรโพลีเมอร์ (Fluoropolymer Coating): มีคุณสมบัติไม่ชอบน้ำ (Hydrophobic) และไม่ชอบน้ำมัน (Oleophobic) ทำให้ของเหลวไม่สามารถซึมผ่านหรือเกาะติดพื้นผิวได้

2. วิธีการเคลือบ Easy Clean บนหนังเทียม

  • กระบวนการ Top Coating: สารเคลือบ Easy Clean ถูกนำมาเคลือบเป็นชั้นบนสุดของหนังเทียม โดยผ่านกระบวนการ Spray Coating หรือ Roll Coating
  • ในบางกรณี เทคโนโลยี Easy Clean อาจถูก ฝังในชั้นโพลียูรีเทน ที่เคลือบด้านบน เพื่อให้คุณสมบัติป้องกันคราบสกปรกคงอยู่ได้นานขึ้น

3. ทำไม Easy Clean ถึงช่วยให้เช็ดล้างง่าย?

  • ลดการยึดเกาะของคราบสกปรก เช่น หมึกปากกา ไวน์ น้ำมัน และกาแฟ
  • กันน้ำและน้ำมัน ของเหลวจับตัวเป็นหยดและไม่ซึมเข้าเนื้อหนัง
  • เช็ดออกง่าย แม้จะใช้เพียงผ้าชุบน้ำหรือน้ำสบู่อ่อน ๆ

ข้อดีของหนังเทียม Easy Clean

ทำความสะอาดง่าย ลดการใช้สารเคมีรุนแรง
ทนต่อรอยเปื้อนและของเหลว
อายุการใช้งานยาวนานกว่าเมื่อเทียบกับหนังเทียมปกติ
เหมาะสำหรับโซฟา เก้าอี้ และเฟอร์นิเจอร์ที่ต้องการการดูแลรักษาน้อย

หากต้องการรายละเอียดเฉพาะของแบรนด์หรือประเภทของ Easy Clean ในหนังเทียมบางชนิด แจ้งให้ฉันทราบได้นะ!

1. สารเคลือบโพลีเมอร์ (Polymer Coating)

คืออะไร?

สารเคลือบโพลีเมอร์คือชั้นเคลือบที่ทำจากสารประกอบโพลีเมอร์ เช่น โพลียูรีเทน (PU), อะคริลิก (Acrylic), พอลิไวนิลคลอไรด์ (PVC) เป็นต้น โดยถูกใช้เพื่อเพิ่มคุณสมบัติพิเศษให้กับพื้นผิว เช่น ความทนทานต่อรอยขีดข่วน การกันน้ำ และความง่ายต่อการทำความสะอาด

คุณสมบัติหลักของสารเคลือบโพลีเมอร์

 กันน้ำ: ช่วยป้องกันของเหลวซึมลงในวัสดุ
 ลดแรงเสียดทาน: ทำให้คราบสกปรกเกาะติดพื้นผิวน้อยลง
ความยืดหยุ่นสูง: ปรับตัวเข้ากับพื้นผิวได้ดี ลดการแตกร้าวของชั้นเคลือบ
 กันรอยขีดข่วน: เพิ่มอายุการใช้งานของวัสดุ
 ป้องกันรังสี UV: ช่วยลดการซีดจางของสีในหนังเทียม

วิธีการเคลือบ

  • ใช้ Spray Coating หรือ Roll Coating เคลือบลงบนวัสดุ เช่น หนังเทียม โซฟา หรือวัสดุผิวแข็ง
  • อบที่อุณหภูมิสูงเพื่อให้สารเคลือบเซ็ตตัวและติดแน่นกับพื้นผิว

การนำไปใช้งาน

หนังเทียม PU และ PVC ในอุตสาหกรรมเฟอร์นิเจอร์
เบาะรถยนต์และวัสดุตกแต่งภายใน
ผนังและพื้นผิวที่ต้องการความทนทานสูง


2. นาโนเทคโนโลยี (Nanocoating)

คืออะไร?

นาโนโค้ตติ้งเป็นเทคโนโลยีที่ใช้ อนุภาคนาโน ขนาดเล็กระดับ 1-100 นาโนเมตร เพื่อสร้างชั้นปกป้องบนพื้นผิว โดยชั้นนาโนเหล่านี้มีคุณสมบัติพิเศษ เช่น กันน้ำ (Hydrophobic), กันน้ำมัน (Oleophobic), และลดการยึดเกาะของคราบสกปรก

คุณสมบัติหลักของนาโนโค้ตติ้ง

กันน้ำระดับสูง (Superhydrophobic): ทำให้น้ำกลิ้งออกจากพื้นผิวคล้ายใบบัว
 กันน้ำมันและคราบไขมัน (Oleophobic): ลดการเกาะติดของน้ำมันและคราบเปื้อน
 ลดไฟฟ้าสถิต: ป้องกันฝุ่นเกาะ
เคลือบบางใสมองไม่เห็น: ไม่ทำให้พื้นผิวเปลี่ยนสีหรือเนื้อสัมผัส
 ป้องกันรอยขีดข่วนและการกัดกร่อน

วิธีการเคลือบ

  • Spray Coating หรือ Dipping: ใช้พ่นหรือจุ่มชิ้นงานลงในสารนาโน
  • Plasma Coating: ใช้กระบวนการพลาสม่าเพื่อให้ชั้นนาโนยึดติดกับพื้นผิว

การนำไปใช้งาน

หนังเทียมระดับพรีเมียมและเฟอร์นิเจอร์หรู
กระจกกันฝ้าและหน้าจอมือถือ
เคลือบสีรถยนต์และเบาะรถยนต์เพื่อลดคราบน้ำ


3. สารเคลือบฟลูออโรโพลีเมอร์ (Fluoropolymer Coating)

คืออะไร?

ฟลูออโรโพลีเมอร์เป็นสารเคลือบที่มีโมเลกุลของ ฟลูออรีน (Fluorine) และคาร์บอน (Carbon) ซึ่งมีโครงสร้างโมเลกุลแข็งแรง ทำให้เกิดคุณสมบัติพิเศษ เช่น ทนความร้อนสูง, ทนสารเคมี, และไม่ดูดซับน้ำหรือน้ำมัน

คุณสมบัติหลักของฟลูออโรโพลีเมอร์

 กันน้ำและกันน้ำมันระดับสูงมาก: พื้นผิวมีความลื่น ทำให้คราบไม่เกาะติด
 ทนต่อสารเคมีและรังสี UV: ไม่เปลี่ยนสีหรือเสื่อมสภาพเร็ว
 ทนความร้อนสูง: ใช้งานได้ในอุณหภูมิสูงถึง 260°C (เช่น PTFE – เทฟล่อน)
 ลดแรงเสียดทาน: ทำให้พื้นผิวลื่น ลดการติดของคราบฝังแน่น
 ป้องกันการเกิดเชื้อราและแบคทีเรีย

วิธีการเคลือบ

  • ใช้วิธี Spray Coating หรือ Electrostatic Coating เพื่อให้ชั้นเคลือบยึดติดกับพื้นผิว
  • อบความร้อนเพื่อให้ชั้นเคลือบเซ็ตตัวแน่น

การนำไปใช้งาน

หนังเทียมกันเปื้อนระดับสูง
อุตสาหกรรมการบินและอวกาศ (เช่น ฉนวนกันความร้อน)
กระทะเคลือบเทฟล่อน
ผ้ากันเปื้อนและเฟอร์นิเจอร์ที่ต้องการความสะอาดสูง


สรุปความแตกต่างของสารเคลือบแต่ละประเภท

ประเภทสารเคลือบคุณสมบัติเด่นระดับกันน้ำ-กันคราบความทนทานการใช้งานหลัก
Polymer Coatingทนทาน ยืดหยุ่น กันน้ำปานกลาง-สูงปานกลางหนังเทียม เฟอร์นิเจอร์ทั่วไป
Nanocoatingเคลือบบางใส กันน้ำมัน ลดฝุ่นสูงมากสูงกระจก เบาะรถยนต์ หน้าจอมือถือ
Fluoropolymer Coatingกันน้ำและน้ำมันระดับสูงมาก ทนสารเคมีสูงที่สุดสูงมากหนังเทียมพรีเมียม อุตสาหกรรมหนัก

ถ้าคุณสนใจรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับการเลือกสารเคลือบให้เหมาะกับหนังเทียมแต่ละแบบ แจ้งให้ฉันรู้ได้เลย!

Nap Shadowing Velvet รอยเงาจากเส้นใยเอียงในผ้ากำมะหยี่

Shading หรือ Nap Shadowing เป็นปรากฏการณ์ที่พบได้บ่อยในผ้ากำมะหยี่ (Velvet) และผ้าที่มีเส้นใยตั้งตัว เช่น ผ้าสักหลาด (Mohair) และผ้ากำมะหยี่สังเคราะห์ (Synthetic Velvet) ปรากฏการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อเส้นใยของผ้าถูกกดหรือเอียงไปในทิศทางที่แตกต่างกัน ส่งผลให้เกิดรอยเงาบนพื้นผ้าเมื่อแสงตกกระทบ ทำให้สีของผ้าดูเข้มหรืออ่อนต่างกันไปตามมุมมอง

สาเหตุของ Shading หรือ Nap Shadowing

  • ธรรมชาติของเส้นใย (Pile Fabric Nature) – ผ้ากำมะหยี่มีเส้นใยที่ตั้งขึ้นจากพื้นผ้า เมื่อเส้นใยเหล่านี้เปลี่ยนทิศทาง การสะท้อนแสงจะเปลี่ยนไป ทำให้เกิดเฉดสีที่แตกต่างกัน
  • แรงกดทับจากการใช้งาน (Pressure & Usage) – การนั่ง ทับ หรือพับผ้าเป็นเวลานานอาจทำให้เส้นใยบางส่วนเอนหรือล้มตัว จนเกิดรอยเงาหรือบริเวณที่ดูซีดลง
  • การผลิตและกระบวนการตัดเย็บ (Manufacturing & Sewing Process) – การทอหรือการตัดเย็บที่มีความตึงหรือคลายต่างกันอาจทำให้เส้นใยบางส่วนเปลี่ยนทิศทาง ส่งผลให้เกิดรอยเงา
  • การสัมผัสและการลูบไล้ (Touch & Handling) – การลูบผ้าไปในทิศทางที่ต่างกันสามารถเปลี่ยนทิศทางของเส้นใยได้ ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของเฉดสีแบบชั่วคราว
  • ความชื้นและอุณหภูมิ (Moisture & Temperature) – ความชื้นสามารถทำให้เส้นใยนุ่มและเปลี่ยนทิศทางง่ายขึ้น ซึ่งอาจส่งผลต่อการเกิดรอยเงาเมื่อแห้งแล้ว

วิธีป้องกันการเกิด Shading

  • เลือกใช้ผ้าที่มีคุณภาพสูง – ผ้ากำมะหยี่ที่ผลิตอย่างดีจะมีเส้นใยที่ทนทานต่อการเสียรูปและการเปลี่ยนทิศทางของขนผ้า
  • ใช้การออกแบบที่เหมาะสม – หากเป็นเฟอร์นิเจอร์หรือม่าน ควรเลือกผ้าที่มีการตัดเย็บให้เหมาะสมกับทิศทางของเส้นใย เพื่อป้องกันการเกิดรอยเงาที่ไม่พึงประสงค์
  • หมุนเวียนการใช้งาน – สำหรับเฟอร์นิเจอร์ ควรพลิกหรือสลับการใช้งานเป็นระยะเพื่อลดแรงกดที่เกิดขึ้นเฉพาะจุด
  • ดูแลรักษาอย่างถูกต้อง – หลีกเลี่ยงการกดทับหรือขยี้ผ้าอย่างรุนแรง และใช้แปรงกำมะหยี่สำหรับการทำความสะอาด

วิธีแก้ไขเมื่อเกิด Shading หรือ Nap Shadowing

  1. ใช้ไอน้ำ (Steaming) – ถือเตารีดไอน้ำห่างจากพื้นผ้าเล็กน้อยแล้วใช้แปรงขนนุ่มปัดเส้นใยให้กลับสู่ทิศทางเดิม
  2. ใช้แปรงกำมะหยี่ (Velvet Brush) – แปรงเบา ๆ ไปในทิศทางเดียวกับแนวเส้นใยเดิมเพื่อช่วยคืนสภาพ
  3. แขวนผ้าในห้องน้ำที่มีไอน้ำ – สำหรับเสื้อผ้าหรือม่านที่มีรอยเงา การแขวนไว้ในห้องน้ำที่มีไอน้ำสามารถช่วยให้เส้นใยคืนรูปได้
  4. ใช้ผ้าชุบน้ำหมาด ๆ กดเบา ๆ – จากนั้นใช้ไดร์เป่าผมที่ลมอุ่นเป่าให้แห้งพร้อมปัดเส้นใยกลับไปในทิศทางเดิม
  5. หลีกเลี่ยงการใช้ความร้อนสูง – ไม่ควรใช้เตารีดโดยตรงกับผ้ากำมะหยี่ เพราะอาจทำให้เส้นใยเสียหายถาวรได้

Shading หรือ Nap Shadowing เป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติของผ้ากำมะหยี่และผ้าขนตั้งอื่น ๆ แม้ว่าจะไม่สามารถป้องกันได้ 100% แต่การเลือกใช้ผ้าที่เหมาะสมและการดูแลรักษาอย่างถูกวิธีสามารถช่วยลดปัญหานี้ได้ หากเกิดรอยเงาขึ้นแล้ว ก็ยังสามารถใช้วิธีแก้ไขต่าง ๆ เช่น การใช้ไอน้ำและการแปรงเส้นใยเพื่อคืนสภาพเดิม ทำให้ผ้าดูสวยงามเหมือนใหม่อีกครั้ง


Home Textile VS Garment Textile

ผ้าเพื่อการตกแต่งที่อยู่อาศัย (Home Textile) และผ้าเสื้อผ้า (Garment Textile) มีความแตกต่างกันในหลายด้าน ทั้งในแง่ของ คุณสมบัติ วัสดุ กระบวนการผลิต และการใช้งาน ดังนี้

วัตถุประสงค์การใช้งาน

  • Home Textile: ใช้สำหรับตกแต่งภายใน เช่น ผ้าม่าน ผ้าบุเฟอร์นิเจอร์ ผ้าปูที่นอน พรม ฯลฯ ซึ่งต้องทนทานต่อการใช้งานเป็นเวลานาน และรองรับสภาพแวดล้อมที่หลากหลาย เช่น แสงแดด ความชื้น และแรงเสียดสี
  • Garment Textile: ใช้ทำเสื้อผ้าและเครื่องแต่งกาย ซึ่งต้องให้ความสบายเมื่อสวมใส่ ระบายอากาศได้ดี และเข้ากับสรีระของร่างกาย

ประเภทของเส้นใย

  • Home Textile: มักใช้เส้นใยที่มีความแข็งแรง ทนทาน เช่น โพลีเอสเตอร์ ไนลอน ฝ้ายหนา ลินินหนา ไมโครไฟเบอร์ หรือเส้นใยสังเคราะห์พิเศษ ที่สามารถกันน้ำ กันไฟ หรือกันรังสียูวีได้
  • Garment Textile: ใช้เส้นใยที่เน้นความสบายและความยืดหยุ่น เช่น ฝ้าย เรยอน ลินิน ไหม วูล โพลีเอสเตอร์บาง หรือสแปนเด็กซ์

โครงสร้างและกระบวนการทอ

  • Home Textile: ทอให้มีความหนาแน่นสูง เส้นด้ายใหญ่และหนากว่า เพื่อความแข็งแรงและคงทน เช่น ผ้าทอแจ็คการ์ด ผ้าแคนวาส ผ้าไหมพรมหนา ผ้าโพลีเอสเตอร์เคลือบกันน้ำ
  • Garment Textile: เน้นความนุ่มนวล ยืดหยุ่น และมีโครงสร้างที่บางเบากว่า เช่น ผ้าฝ้ายป๊อปลิน ผ้าไหมชีฟอง ผ้ายืดเจอร์ซีย์ ผ้าซาติน

คุณสมบัติเพิ่มเติม

  • Home Textile: มักมีการเพิ่มคุณสมบัติพิเศษ เช่น กันไฟ (Flame Retardant), กันน้ำ (Water-Resistant), กันรังสียูวี (UV Protection), ป้องกันแบคทีเรีย (Antimicrobial)
  • Garment Textile: ให้ความสำคัญกับ การระบายอากาศ ความยืดหยุ่น ความนุ่มสบาย และน้ำหนักเบา เพื่อให้เหมาะกับการสวมใส่

การบำรุงรักษาและความทนทาน

  • Home Textile: ทนทานต่อการซักหลายครั้ง สีไม่ซีดง่าย บางชนิดสามารถเช็ดทำความสะอาดได้ เช่น ผ้าเคลือบกันน้ำ
  • Garment Textile: ต้องดูแลเรื่องการซักและรีดอย่างเหมาะสม เนื่องจากบางประเภทอาจยับง่ายหรือเสียรูปทรง

ราคาและการผลิต

  • Home Textile: มักมีราคาสูงกว่า เนื่องจากต้องใช้เส้นใยคุณภาพสูงและกระบวนการผลิตที่ซับซ้อนกว่า เช่น ผ้าม่านกันแสง ผ้าบุเฟอร์นิเจอร์กันรอยขีดข่วน
  • Garment Textile: ราคาขึ้นอยู่กับวัตถุดิบและแบรนด์ แต่โดยทั่วไปผลิตในปริมาณมากและต้นทุนต่ำกว่าผ้าตกแต่งบ้าน

ฤดูกาลกับ Home Textile และ Garment Textile

ฤดูกาลมีผลกับ เสื้อผ้าเครื่องแต่งกาย (Garment Textile) มากกว่าผ้าเพื่อการตกแต่งที่อยู่อาศัย (Home Textile) เพราะเสื้อผ้าเป็นสิ่งที่อยู่ติดกับร่างกาย จึงต้องคำนึงถึง ความสบาย การระบายอากาศ และการรักษาอุณหภูมิของร่างกาย เป็นหลัก เช่น ในฤดูร้อน คนมักเลือกใส่ผ้าที่บางเบาและระบายความชื้นได้ดีอย่าง ผ้าลินิน (Linen) หรือผ้าฝ้ายบาง (Lightweight Cotton) เพื่อให้รู้สึกเย็นสบายและไม่อับชื้น ในขณะที่ฤดูหนาวต้องใช้ผ้าที่หนาขึ้น เช่น ขนสัตว์ (Wool) หรือผ้าเฟลนเนล (Flannel) เพื่อกักเก็บความร้อนและป้องกันความหนาวเย็น นอกจากนี้ ฤดูกาลยังส่งผลต่อการเลือกเนื้อผ้าแบบยืดหยุ่น เช่น ผ้ายืดเจอร์ซีย์ (Jersey) ที่เหมาะกับอากาศเย็นช่วงต้นฤดูใบไม้ร่วง

ในทางกลับกัน ผ้าเพื่อการตกแต่งที่อยู่อาศัย (Home Textile) ไม่ได้เปลี่ยนบ่อยเหมือนเสื้อผ้า แต่จะเน้นที่ ความสวยงามและความกลมกลืนกับสไตล์ของบ้าน มากกว่า แม้บางครั้งการเลือกผ้าอาจพิจารณาตามสภาพอากาศ เช่น ผ้าม่านทึบแสง (Blackout) ที่ช่วยป้องกันความร้อนในช่วงหน้าร้อน หรือผ้าบุเฟอร์นิเจอร์กำมะหยี่ (Velvet) ที่ให้ความรู้สึกอบอุ่นในช่วงฤดูหนาว แต่โดยรวมแล้ว การเลือกใช้ผ้าตกแต่งบ้านมักขึ้นอยู่กับธีมและบรรยากาศของห้องมากกว่า เช่น ผ้าแจ็คการ์ด (Jacquard) หรือผ้าแคนวาส (Canvas) ที่เพิ่มความหรูหราหรือความคลาสสิกให้กับห้องรับแขก หรือ ผ้าม่านโปร่ง (Sheer) ที่ช่วยให้แสงธรรมชาติส่องเข้ามาในบ้านได้มากขึ้น ไม่ว่าฤดูกาลจะเปลี่ยนไปอย่างไร

สรุป

Home Textile และ Garment Textile ออกแบบมาให้เหมาะกับการใช้งานที่แตกต่างกัน ผ้าตกแต่งบ้านต้องทนทาน แข็งแรง และอาจมีคุณสมบัติพิเศษเพิ่มขึ้น ขณะที่ผ้าเสื้อผ้าต้องให้ความสบาย มีน้ำหนักเบา และเหมาะกับการสวมใส่


รางม่านมอเตอร์ SOMFY กับความสะดวกสบายในการใช้ชีวิตในบ้าน

รางม่านมอเตอร์ SOMFY ช่วยเพิ่มความสะดวกสบายและความทันสมัยให้กับบ้านของคุณ ด้วยเทคโนโลยีสมาร์ทโฮมที่สามารถควบคุมม่านได้อย่างง่ายดายผ่านรีโมท แอปพลิเคชันบนสมาร์ทโฟน หรือแม้กระทั่งการสั่งงานด้วยเสียง รางม่านมอเตอร์จาก SOMFY แบรนด์ชั้นนำจากฝรั่งเศสที่มีประสบการณ์กว่า 50 ปีในการพัฒนาระบบอัตโนมัติสำหรับบ้าน มาพร้อมคุณสมบัติเด่น เช่น ระบบเปิด-ปิดอัตโนมัติที่เงียบ เซ็นเซอร์ตรวจจับแสงแดดที่ช่วยปรับระดับม่านโดยอัตโนมัติ และการเชื่อมต่อกับระบบสมาร์ทโฮม เช่น Google Assistant และ Amazon Alexa ทำให้สามารถตั้งเวลาเปิด-ปิดม่านตามสภาพอากาศและความต้องการของผู้ใช้งานได้อย่างสะดวก

นอกจากความสะดวกสบายที่ได้จากรางม่านมอเตอร์ SOMFY แล้ว ยังช่วยเพิ่มความปลอดภัยและประหยัดพลังงานให้กับบ้าน ระบบมอเตอร์ของ SOMFY ได้รับการออกแบบมาให้มีความปลอดภัยสูง ป้องกันการดึงหรือกระแทกที่อาจทำให้ม่านเสียหาย และยังช่วยลดค่าไฟฟ้าโดยการปรับม่านให้เหมาะสมกับอุณหภูมิภายในบ้าน ทำให้บ้านเย็นขึ้นโดยไม่ต้องพึ่งพาเครื่องปรับอากาศมากเกินไป การลงทุนในรางม่านมอเตอร์ SOMFY ไม่เพียงแต่เพิ่มความสะดวกและความสวยงามให้บ้าน แต่ยังช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตในระยะยาวอีกด้วย


SOMFY โซลูชันที่ส่งเสริมให้คุณภาพชีวิตคุณสะดวกสบายขึ้น

รางม่านมอเตอร์ SOMFY ที่นิทัสเป็นตัวแทนจำหน่ายมีด้วยกันสองรุ่นคือ

  1. มอเตอร์ Irismo™ Plus รุ่น 35 RTS  และ 50 RTS
  2. มอเตอร์ Irismo™ Plus Wirefree รุ่น 35 RTS 

ฟังก์ชันหลัก

  • สั่งงานเปิดปิด กำหนดฟังก์ชัน ได้ทั้งแบบสวิตช์ติดผนัง และแบบรีโมต
  • สามารถกำหนดตำแหน่งการเปิดจากด้านข้าง ซ้าย/ขวา หรือแยกกลาง
  • สามารถกำหนดตำแหน่งการติดตั้งทางด้านซ้าย หรือด้านขวาก็ได้

มอเตอร์ Irismo™ Plus รุ่น 35 RTS  และ 50 RTS

  • มีให้เลือกในรุ่น WT / RTS
  • มอเตอร์มาตรฐานแบบเงียบ เหมาะสำหรับพื้นที่พักอาศัย
  • เหมาะสำหรับหน้าต่างมาตรฐาน เช่น ห้องนอน ขนาดกว้างและสูงไม่เกิน 6 เมตร
  • รองรับน้ำหนักผ้าม่านสูงสุด 35 กิโลกรัม และ 50 กิโลกรัม
  • การเคลื่อนที่เริ่มต้นและหยุดแบบปกติ
  • ความเร็วเฉลี่ยมาตรฐาน 15 ซม./วินาที
  • สามารถเชื่อมต่อการเดินสายไฟแบบขนานเพื่อควบคุมมอเตอร์หลายตัวพร้อมกัน (WT)
  • ฟีเจอร์ Touch Motion – เพียง ดึงผ้าม่านเบา ๆ เพื่อให้มอเตอร์เริ่มทำงาน

มอเตอร์ Irismo™ Plus Wirefree รุ่น 35 RTS 

  • รองรับเฉพาะระบบไร้สาย RTS (Radio Technology Somfy)
  • ใช้พลังงานจากแบตเตอรี่ (Lithium Ion Battery)ไม่ต้องเดินสายไฟ
  • เหมาะสำหรับ หน้าต่างมาตรฐาน เช่น ห้องนอน ขนาดกว้างและสูงไม่เกิน 6 เมตร
  • รองรับน้ำหนักผ้าม่านสูงสุด 35 กิโลกรัม
  • มีฟังก์ชัน Touch Motion (แตะเบา ๆ เพื่อให้มอเตอร์ทำงาน), Manual Override (สามารถดึงเปิด-ปิดได้แม้ไม่มีไฟ) และ การตั้งค่าจุดหยุดอัตโนมัติ (End Limits Setting)
  • แบตเตอรี่แบบชาร์จได้ ใช้งานได้นานสูงสุด 6 เดือนต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง

รีโมทมือถือ SITUO® RTS

SITUO® RTS HAND-HELD REMOTES ควบคุมอุปกรณ์ Radio Technology Somfy® (RTS) ได้อย่างง่ายดายด้วยรีโมท Situo® RTS ที่ออกแบบมาอย่างหรูหรา ช่วยยกระดับประสบการณ์การใช้งานผลิตภัณฑ์ของ Somfy

  • ดีไซน์ตามหลักสรีรศาสตร์ (Ergonomic Design) จับถนัดมือ
  • มีที่แขวนติดผนัง (Wall Support) ทำให้จัดเก็บสะดวกและหาง่าย
  • รูปลักษณ์ทันสมัย เสริมความหรูหราให้กับทุกสไตล์การตกแต่ง

คุณสมบัติการควบคุม

  • สามารถตั้งค่าตำแหน่งโปรด (“my” หรือ Favorite Position) เพื่อให้มอเตอร์เคลื่อนที่ไปยังจุดที่ต้องการทุกครั้งได้อย่างแม่นยำ
  • แต่ละช่องสัญญาณ สามารถควบคุม มอเตอร์หนึ่งตัว หรือ กลุ่มมอเตอร์ ได้

รางม่านมอเตอร์สามารถดัดโค้งได้หรือไม่

รางม่านมอเตอร์  Somfy สามารถดัดโค้งได้ แต่ต้องเป็นรุ่นที่รองรับการดัดโค้งโดยเฉพาะ มีข้อกำหนด ข้อควรพิจารณา เช่น รัศมีขั้นต่ำของการดัดโค้ง 300 mm ส่วนปลายรางทั้งสองด้าน จะดัดโค้งสุดปลายรางไม่ได้ จะเป็นเส้นตรง ประมาณ 285 mm ตามข้อจำกัดของกระบวนการดัดโค้ง และควรใช้มอเตอร์ที่มีกำลังเพียงพอ เนื่องจากม่านบนรางโค้งอาจมีแรงต้านมากกว่ารางตรง


คำศัพท์เฉพาะที่เจอมันคืออะไรกันนะ

WT (Wired Technology) ระบบเดินสายไฟ

  • ต้องเดินสายไฟ เพื่อเชื่อมต่อมอเตอร์เข้ากับสวิตช์ควบคุม
  • รองรับการเชื่อมต่อขนาน เพื่อควบคุมมอเตอร์หลายตัวพร้อมกัน
  • ไม่รองรับรีโมทไร้สาย โดยตรง (ต้องใช้ตัวควบคุมเพิ่มเติม)
  • เหมาะสำหรับ โปรเจกต์ติดตั้งถาวรที่มีระบบไฟอยู่แล้ว

RTS  (Radio Technology Somfy) คือ เทคโนโลยีควบคุมระยะไกลแบบไร้สายของ Somfy บริษัทผู้ผลิตมอเตอร์และระบบอัตโนมัติสำหรับผ้าม่าน ม่านม้วน มู่ลี่ ประตู และหน้าต่างจากฝรั่งเศส

คุณสมบัติของ RTS (Radio Technology Somfy)

  • การควบคุมไร้สาย – ใช้คลื่นวิทยุ 433.42 MHz สามารถควบคุมมอเตอร์จากระยะไกลโดยไม่ต้องเดินสาย
  • ใช้งานง่าย – รองรับรีโมทคอนโทรล สวิตช์ไร้สาย และแอปพลิเคชันบางรุ่น
  • รองรับหลายอุปกรณ์ – หนึ่งรีโมทสามารถควบคุมมอเตอร์หลายตัว เช่น ผ้าม่านไฟฟ้า ประตูโรงรถ หรือกันสาด
  • รองรับระบบสมาร์ทโฮม – แม้ว่า RTS จะเป็นระบบปิด แต่สามารถใช้งานร่วมกับระบบสมาร์ทโฮมผ่านอุปกรณ์เสริม เช่น Tahoma Switch หรือ Connexoon
  • ติดตั้งง่าย – ไม่ต้องใช้สายสัญญาณเพิ่มเติม เหมาะสำหรับการติดตั้งภายหลัง

WireFree Somfy คือเทคโนโลยีมอเตอร์ไร้สายของ Somfy ที่ออกแบบมาให้ทำงานโดยใช้แบตเตอรี่ โดยไม่ต้องเดินสายไฟ ทำให้ติดตั้งง่ายและเหมาะสำหรับ บ้านหรือคอนโด ที่ต้องการอัปเกรดผ้าม่านหรือมู่ลี่ที่มีอยู่แล้ว โดยไม่ต้องการเจาะผนังเดินสายไฟใหม่ เพราะสามารถรติดตั้งง่ายและรวดเร็ว

คุณสมบัติของ WireFree Somfy

  • ไร้สาย 100% – ไม่ต้องใช้สายไฟ สามารถติดตั้งได้ง่ายและรวดเร็ว
  • ใช้พลังงานจากแบตเตอรี่ – ใช้แบตเตอรี่ลิเธียม ซึ่งสามารถเปลี่ยนหรือชาร์จใหม่ได้
  • รองรับแผงโซลาร์เซลล์ – บางรุ่นสามารถใช้พลังงานแสงอาทิตย์ เพื่อลดการใช้แบตเตอรี่
  • ควบคุมผ่านรีโมทหรือสมาร์ทโฮม – รองรับ RTS (Radio Technology Somfy)
  • เงียบและประหยัดพลังงาน – ใช้พลังงานต่ำและมีเสียงเงียบขณะทำงาน
  • ติดตั้งได้หลายแบบ – เหมาะสำหรับม่านม้วน ม่านพับ มู่ลี่ และกันสาด

นิทัสตัวแทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการของรางม่านมอเตอร์ SOMFY คุณภาพที่คุณไว้วางใจได้จากฝรั่งเศส

สั่งซื้อ และสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม โทร. 02 333 0666

หรือติดต่อพนักงานขายประจำเขตของท่าน